1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (6 votes, average: 5.00 out of 5)
loadingLoading...

JD.com เตรียมเปิดตัวในไทย พร้อมจับมือกับ Central ใต้ชื่อ JD.co.th

E-Commerce อันดับ 1 อย่าง Alibaba เจ้าของ Lazada กำลังเจอคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้ออย่าง JD.com ที่รวมกับ Central ซึ่งเตรียมเปิดตัวในไทยในนาม JD.co.th

JD.co.th

JD.co.th เตรียมเปิดตัวในไทย
จากการร่วมมือระหว่าง JD.com และ Central

E-Commerce ในเอเชียของเรา เจ้าใหญ่ๆ มีแค่ 2 เจ้าในปัจจุบัน นั่นคือ เครือ Alibaba และ JD.com, Inc., สำหรับตัว Alibaba คนไทยน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว จากการเข้ามาถือหุ้นใหญ่ของ Lazada แต่ ตัว JD.com น่าจะเป็นเรื่องใหม่ของคนไทย แต่ในตลาดเอเชียนั้น ทาง JD ถือว่าเป็นอันดับ 2 เป็นรองแค่ Alibaba เท่านั้น

229556-1024x674

ทำไม JD.com จึงประสบความสำเร็จในจีน

ในประเทศจีน สินค้า Brand name ได้รับความนิยมมากขึ้น และตัว JD.com เองก็ได้เปิดขายสินค้าแบรนด์เนมของแท้ เจาะตลาดนี้โดยเฉพาะ ในขณะที่ตัว Alibaba เจ้าของ T Mall เคยได้รับการโจมตีจากลูกค้าในเรื่องนี้ ทำให้ JD.com เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในภาพลักษณ์ที่สวยงาม โดยตัวอย่าง Brand ที่เข้าร่วมกับ JD.com ในจีนนั้น คือ

 

  1. La Perla
  2. Emporio Armani
  3. Trussardi
  4. Rimowa
  5. Louis Vuitton

 

กล่าวคือ หนึ่งจุดเด่นหลักๆของ JD.com ในจีน นั่นคือการให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้า ว่าได้ของแท้ คุณภาพดี ราคาไม่แพงเกินไป  และเจาะตลาดชนชั้นกลางก่อน เพื่อสร้าง Brand Loyalty

 

JD.com กับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ อย่าง Walmart และ Tencent 

#1 Tencent 

ในปี 2014 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ JD.com ในจีนยิ่งใหญ่ขึ้น คือการที่ Tencent ซึ่งเป็นบริษัท IT อันดับ 1 ไม่สามารถสู้กับ Alibaba ในตลาด E-Commerce ได้  Tencent จึงตัดสินใจซื้อหุ้น 15% ใน JD.com นอกจากนี้ Tencent ได้ผนวกธุกิจ E-Commerce ของตนเข้ากับชื่อ JD.com ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้งานของ JD.com เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวทันที

** ถ้าใครยังไม่รู้จัก Tencent ก็ง่ายๆ คือ บริษัทนี้เป็นเจ้าของ Joox , Sanook.com , ต้นแบบเกมส์ ROV by Garena ใต้ชื่อ Tencent Game , Wechat , QQ จะเห็นได้ว่า Tencent ไม่ได้ใหญ่แค่ในจีน แต่ในประเทศไทยเอง ก็ได้ดำเนินธุรกิจมากนาน เพียงแต่ไม่ได้โปรโมทบริษัทแม่เท่านั้นเอง ตัวอย่างเช่น ตัว Garena เจ้าของ Shopee , AirPay และ ROV มีชื่อในตลาดหลักทรัพย์ว่าหุ้น SEA ก็มีผู้ถือหุ้นหลักก็คือ Tencent 

#2 Walmart

ในปี 2016 Walmart ห้างขายปลีกเบอร์ต้นของ อเมริกา พยายามแข่งขันกับ Alibaba ในจีนแต่ไม่สำเร็จ จึงได้ขายกิจการให้ JD.com แต่ยังคงถือหุ่นใน JD.com อยู่ถึง 5.9% ทำให้ JD.com ได้ปรโยชน์จากระบบคลังสินค้าที่ Walmart วางไว้ ในเมืองใหญ่ๆอย่าง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว และ เสิ่นเจิ้น อีกทั้ง ยังได้สินค้าจาก Walmart เข้ามาขายบนหน้าเว็บในทันที ความร่วมมือครั้งนี้เป็นไปได้ดีจนทำให้ Walmart ซื้อหุ่นเพิ่มใน JD.com เป็น 10.8% ในปีเดียวกัน

 

JD.com กับการทำตลาดในต่างประเทศ

JD.com ไม่ได้ขยายอาณาจักรในจีนจนขึ้นมาเป็นที่ 2 เท่านั้น แต่ยังขยายธุรกิจออกนอกประเทศด้วย ยังเปิดเกมรุกธุรกิจนอกประเทศด้วย ซึ่งในปี 2015 มีการเปิดตัว JD Worldwide ในนาม joybuy.com นอกจากนี้ ยังได้ลงทุนในอีก 4 ประเทศหลักๆ นั่นคือ

 

  1. เปิดตัว JD.ru ที่รัสเซีย โดยเป็นตลาดต่างประเทศแห่งแรกของ JD และต้องการเป็นที่ 1 ในตลาด E-Commerce ในปี 2020
  2. JD Singapore ได้ร่วมมือกับ เว็บไซต์ IKnow ทำให้การจัดส่งสินค้าใน Singapore เร็วขึ้น ไม่ต้องรอการขนส่งจากจีน
  3. JD ลงทุนใน Startup ด้าน E-Commerce ในอเมริกากว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ นั่นคือ wish.com ซึ่งรองรับสกุลเงินบาทด้วย
  4. มีการทำ MOU กับบริษัทขนส่งขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Yamato Logistics ก็ทำให้การขนส่งของจากญี่ปุ่นไปจีนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะของสด
  5. JD ได้ลงทุนที่ Indonesia กว่า 100 เหรียญสหรัฐ ในบริษัท Taxi คู่แข่งทางตรงกับ Grab อย่าง Go-Jek เพื่อเป็นช่องทางการพัฒนาตลาด E-Commerce ในอนาคต

JD.co.th สิ้นปีนี้ เปิดแน่!
ภายใต้ความร่วมมือกับ Central ในนาม JD Central

111

ในไทยก็เช่นกัน ตอนนี้ JD.com ประกาศร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าอันดับ 1 ในไทย โดยจะขยายธุรกิจเรื่อง E-Commerce และ FinTech ในไทย โดยเป็นการถือหุ่นครึ่งต่อครึ่ง รวมเม็ดเงินกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ความคาดหวังคือ ต้องการให้ไทยเป็น Hub ของ E-Commerce ในเอเชียตะวันอกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับ Lazada โดย Alibaba

ความคาดหวังดังกว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะ การร่วมมือกับ Central Group ซึ่งบริษัทค้าปลีกในไทยอันดับ 1 มานานกว่า 70 ปี อีกทั้งยังมีการขนายธุรกิจไปทั่วโลก มีทั้งห้างสรรพสินค้า โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และ ร้านค้าออนไลน์ อย่าง Central.co.th ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในไทย และ อุษาคเนย์

1509620341190-1024x683

ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น มีอยู่ 3 จุดสำคัญคือ

 

  1. ทำให้ JD.com เป็น Marketplace ที่ใหญ่ที่สุดในไทย และ ภูมิภาคในอนาคต
  2. ให้บริการระบบชำระเงินออนไลน์ E-Payment และ Wallet
  3. พัฒนาระบบ E-Logistic ซึ่งตอกย้ำความสำเร็จเดิมที่ JD.com เคยทำสำเร็จมาแล้วในจีน โดยมีการใช้โดรนเข้ามาช่วย ซึ่งทำให้ต้นทุนลดลงกว่า 75%

 

Dealcha จะร่วมมือกับ JD.co.th ไหม?

jd-central-fb

Dealcha.com  เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับกลุ่ม Central โดยเฉพาะ Central.co.th อยุ่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่า Dealcha.com  ที่มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการสนับสนุน E-Commerce ในไทย ย่อมเข้าร่วมเจรจาเป็นพันธมิตรกับ JD.co.th อย่างแน่นอน โดยมีจุดประสงค์ในการรวบรวมข้อมูลที่มีประโยชน์แก่สมาชิกดังนี้

 

  1. โปรโมชั่น JD.co.th
  2. โค้ดส่วนลด JD.co.th
  3. ส่วนลด JD.co.th
  4. คูปอง JD.co.th
  5. เงินคืน จาก JD.co.th

 

ซึ่งผู้อ่านสามารถติดตามข้อมูลต่างๆได้จาก Dealcha.com  เว็บไซต์แคชแบ็คที่แรกในไทย


อ้างอิง:

  1. https://thestandard.co/jd-com/
  2. https://www.prachachat.net/world-news/news-64243
  3. https://www.prachachat.net/ict/news-64944
  4. https://brandinside.asia/jd-launches-luxury-e-commerce/
  5. https://www.brandbuffet.in.th/2017/11/jd-central-ecommerce-retail-synergy/
  6. http://thumbsup.in.th/2017/09/jd-expands-to-thailand/
  7. https://www.blognone.com/node/96451


ติดต่อเรา

FB Dealcha Travel: www.facebook.com/DealchaTravel
FB Dealcha Cashback: www.facebook.com/DealchaThailand/
Website: www.dealcha.com

Line: @Dealcha 
Instagram: www.instagram.com/DealchaThailand

รู้ยังช้อปออนไลน์ได้เงินคืน

แชร์บทความนี้

Comments

comments

admin Author